ในภารกิจครั้งแรกที่ไม่เคยมีมาก่อน ยานสำรวจของ TII ที่เดินทางไปกับยานแม่ MBR Explorer จะบินผ่านดาวเคราะห์น้อย 6 ดวงในแถบหลัก ก่อนที่จะลงจอดบนดาวเคราะห์น้อย 269 Justitia ซึ่งจะทำให้ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้กลายเป็นดาวเคราะห์น้อยลำดับที่ 7 ในประวัติศาสตร์ที่มีการส่งยานสำรวจไปถึงพื้นผิวได้สำเร็จ
ยานสำรวจของ TII ลำนี้ ได้รับการออกแบบ สร้าง และทดสอบในกรุงอาบูดาบี โดยเป็นยานลูกเพียงลำเดียวในภารกิจนี้ที่สามารถแยกตัวออกมาได้ ซึ่งจะปฏิบัติการด้วยระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งในช่วงที่บินอยู่รอบ ๆ และตอนที่ลงจอดบนดาวเคราะห์น้อย Justitia
ดาวเคราะห์น้อย 269 Justitia ซึ่งคาดกันว่าถือกำเนิดขึ้นในแถบไคเปอร์อันห่างไกล บริเวณขอบนอกสุดของระบบสุริยะ อาจจะยังคงหลงเหลือเบาะแสสำคัญที่ช่วยอธิบายว่าน้ำและสารอินทรีย์ต่าง ๆ กระจายตัวอย่างไรในช่วงที่ดาวเคราะห์ทั้งหลายกำลังก่อตัวขึ้น
รับชมภาพยนตร์เปิดตัวภารกิจ EMA ได้ที่นี่
กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์–(BUSINESS WIRE)–05 ตุลาคม 2026
สถาบันนวัตกรรมเทคโนโลยี (TII) ได้เปิดตัวยานสำรวจที่สร้างขึ้นโดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งพัฒนาขึ้นสำหรับภารกิจสู่แถบดาวเคราะห์น้อย (EMA) โดยยานสำรวจลำนี้กำลังจะเดินทางไปยังรัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา เพื่อประกอบเข้ากับยานแม่ MBR Explorer ในขั้นตอนสุดท้าย ก่อนที่จะมีกำหนดการปล่อยตัวในปี 2028 ทั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ยานสำรวจของ TII จะทำหน้าที่ถ่ายภาพดาวเคราะห์ 2 ดวง และดาวเคราะห์น้อย 7 ดวง โดยจะบินผ่านดาวเคราะห์น้อย 6 ดวงในแถบหลัก ก่อนจะสิ้นสุดภารกิจด้วยการโคจรและลงจอดบนดาวเคราะห์น้อยดวงที่ 7 ที่ชื่อว่าดาวเคราะห์น้อย 269 Justitia ซึ่งหากประสบความสำเร็จ การลงจอดครั้งนี้จะทำให้ Justitia กลายเป็นดาวเคราะห์น้อยลำดับที่ 7 ในประวัติศาสตร์ที่มีการส่งยานสำรวจไปถึงพื้นผิวได้สำเร็จ
ฯพณฯ ไฟซาล อัล บันไน เลขาธิการสภาวิจัยเทคโนโลยีขั้นสูง (ATRC) และ ฯพณฯ เบลฮูล อัล ฟาลาซี ประธานองค์การอวกาศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ลงนามบนแบบจำลองยานสำรวจที่สร้างขึ้นในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งพัฒนาโดยสถาบันนวัตกรรมเทคโนโลยี (TII) สำหรับภารกิจสำรวจแถบดาวเคราะห์น้อยของเอมิเรตส์ (EMA) โดยยานสำรวจดังกล่าวได้รับการออกแบบ สร้าง และทดสอบในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์โดย TII (ภาพ: TII)
ยานสำรวจที่สร้างขึ้นโดย TII ลำนี้ ได้รับการออกแบบ สร้าง และทดสอบอย่างครบวงจร ณ กรุงอาบูดาบี โดยศูนย์วิจัยระบบขับเคลื่อนและอวกาศของ TII ภายใต้ความร่วมมือกับองค์การอวกาศแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บริษัท HEX20 มหาวิทยาลัยคาลิฟา ตลอดจนศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศแห่งชาติของมหาวิทยาลัยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยยานลำนี้ถือเป็นยานลูกเพียงลำเดียวในภารกิจนี้ที่สามารถแยกตัวออกมาได้ ซึ่งยานดังกล่าวจะแยกตัวออกจากยานแม่ MBR Explorer เพื่อเข้าสัมผัสพื้นผิวของดาวเคราะห์น้อย Justitia ณ จุดที่ห่างไกลที่สุดของภารกิจ และจะปฏิบัติการในห้วงอวกาศลึกด้วยระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติอย่างสมบูรณ์แบบ บันทึกภาพถ่ายระยะใกล้และขุดเจาะพื้นผิว เพื่อส่งมอบข้อมูลเชิงลึกใหม่ ๆ เกี่ยวกับองค์ประกอบและลักษณะทางกายภาพของดาวเคราะห์น้อยดังกล่าว ทั้งนี้ เป็นที่คาดการณ์ว่าดาวเคราะห์น้อย 269 Justitia ถือกำเนิดขึ้นในแถบไคเปอร์ ก่อนที่จะย้ายเข้ามาสู่แถบดาวเคราะห์น้อยหลักในช่วงเริ่มแรกของการก่อตัวของระบบสุริยะ
H.E. Faisal Al Bannai เลขาธิการสภาวิจัยเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลอาบูดาบีที่กำกับดูแล TII และสมาชิกสภาอวกาศสูงสุดแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กล่าวว่า “หากคุณต้องการสร้างขีดความสามารถทางเทคโนโลยีที่จริงจัง คุณต้องเผชิญหน้ากับปัญหาที่บีบบังคับให้คุณต้องก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ในส่วนของภารกิจนี้ นั่นหมายถึงยานสำรวจที่ต้องตัดสินใจและปฏิบัติการได้ด้วยตัวเองในห้วงอวกาศลึก ซึ่งทีมงานของเราได้สร้างเทคโนโลยีนั้นขึ้นในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์นี้เอง แม้ว่าภารกิจจะยังมาไม่ถึง แต่เราก็ได้ขยายขอบเขตองค์ความรู้ในการสร้างสิ่งต่าง ๆ ของเราไปแล้ว นี่คือแนวทางการเติบโตของศักยภาพในการพึ่งพาตนเองอย่างสมบูรณ์ทางด้านเทคโนโลยี เราแก้โจทย์ที่ยาก จากนั้นจึงตั้งเป้าหมายไปยังโจทย์ที่ใหญ่ยิ่งขึ้นต่อไป”
ดาวเคราะห์น้อย 269 Justitia จัดเป็นหนึ่งในวัตถุที่มีพื้นผิวสีแดงที่สุดเท่าที่เคยมีการสังเกตการณ์ในแถบดาวเคราะห์น้อยหลัก โดยลักษณะสเปกตรัมของดาวเคราะห์น้อยดวงนี้มีความคล้ายคลึงกับวัตถุในแถบไคเปอร์ที่อยู่เลยดาวเนปจูนออกไปมากกว่าดาวเคราะห์น้อยในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งบ่งชี้ว่าดาวเคราะห์น้อยดังกล่าวอาจจะถือกำเนิดขึ้นในบริเวณรอบนอกของระบบสุริยะที่มีสภาพอากาศหนาวเย็นเกินกว่าระยะทางที่มีเทนและเมทานอลจะแข็งตัวก่อนที่จะย้ายเข้าสู่ภายในในช่วงเริ่มแรกของประวัติศาสตร์ระบบสุริยะมายังวงโคจรปัจจุบันในแถบดาวเคราะห์น้อยหลัก ทั้งนี้ เป็นที่คาดกันว่าพื้นผิวของดาวเคราะห์น้อย 269 Justitia ปกคลุมไปด้วยสารอินทรีย์ที่ซับซ้อน ซึ่งเกิดจากการแผ่รังสีของน้ำแข็งดังกล่าว การเข้าถึงวัตถุท้องฟ้าลักษณะนี้โดยไม่ต้องใช้เวลาเดินทางยาวนานนับทศวรรษเพื่อไปยังแถบไคเปอร์โดยตรง ช่วยให้ชุมชนวิทยาศาสตร์นานาชาติสามารถเข้าถึงมวลสารที่หากเป็นกรณีอื่นจะถือว่าอยู่ไกลเกินกว่าจะเข้าถึงได้ในทางปฏิบัติ และยังช่วยให้เข้าถึงหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการกระจายตัวของน้ำและสารระเหยง่ายในช่วงที่ดาวเคราะห์กำลังก่อตัวขึ้น
Dr. Najwa Aaraj ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ TII กล่าวว่า “ยานสำรวจในภารกิจ EMA นี้ ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงสิ่งที่เป็นไปได้ เมื่อผลงานวิจัยขั้นสูงได้รับการเปลี่ยนผ่านไปสู่วิศวกรรมที่มีความพร้อมสำหรับการปฏิบัติภารกิจ ทีมงานของเราที่ TII ได้พัฒนาระบบที่ออกแบบมาเพื่อให้มีความทนทานต่อสภาวะสุดขั้ว ปฏิบัติการด้วยความแม่นยำเป็นเลิศ และส่งมอบผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์ที่มีคุณค่าอย่างยิ่งในระยะทางที่ห่างไกลจากโลกหลายพันล้านกิโลเมตร ภารกิจนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงศักยภาพของบุคลากรของเราเท่านั้น แต่ยังแสดงถึงความลึกซึ้งของขีดความสามารถทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้สร้างขึ้น เพื่อมีส่วนร่วมในภารกิจอวกาศที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นมากที่สุดภารกิจหนึ่งของโลก”
ยานแม่ MBR Explorer จะเดินทางเป็นระยะทางประมาณ 5 พันล้านกิโลเมตรตลอดระยะเวลา 8 ปี โดยอาศัยแรงเหวี่ยงจากแรงโน้มถ่วงของดาวศุกร์ โลก และดาวอังคาร เพื่อช่วยในการขับเคลื่อน ควบคู่ไปกับการบินสำรวจระยะใกล้กับดาวเคราะห์น้อย 6 ดวง ก่อนที่จะเดินทางไปถึงดาวเคราะห์น้อย 269 Justitia ยานอวกาศลำนี้มีกำหนดการปล่อยตัวจากญี่ปุ่นในเดือนมีนาคม 2028 ภายในช่วงเวลาปล่อยยานที่จำกัดเพียง 3 สัปดาห์ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมระหว่างดาวเคราะห์ ทั้งนี้ เนื่องจากตัวยานแม่เองไม่สามารถโคจรเข้าใกล้พื้นผิวในระยะไม่กี่กิโลเมตรได้อย่างปลอดภัย ยานลูกจึงจะแยกตัวออกเพื่อเข้าสัมผัสพื้นผิว และทำหน้าที่ส่งมอบข้อมูลผลการสังเกตการณ์ในระยะที่ใกล้ที่สุดของภารกิจ
Dr. Elias Tsoutsanis หัวหน้านักวิจัยประจำศูนย์วิจัยระบบขับเคลื่อนและอวกาศของ TII กล่าวว่า “ความท้าทายทางวิศวกรรมไม่ใช่เพียงแค่การเดินทางไปให้ถึงดาวเคราะห์น้อย Justitia เท่านั้น แต่คือการสร้างความมั่นใจว่ายานสำรวจจะสามารถอยู่รอดได้ตลอดระยะเวลา 8 ปี และยังคงปฏิบัติการได้อย่างแม่นยำในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด ทุกองค์ประกอบ นับตั้งแต่ฮาร์ดแวร์ การออกแบบระบบจัดการอุณหภูมิ ไปจนถึงซอฟต์แวร์บนตัวยาน ล้วนได้รับการออกแบบทางวิศวกรรมและผ่านการทดสอบมาอย่างเข้มงวด เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าประชิดเป้าหมายในขั้นตอนสุดท้าย”
ยานสำรวจลำนี้จะปฏิบัติการด้วยระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติอย่างสมบูรณ์แบบตลอดทั้งภารกิจ โดยจะไม่รับคำสั่งใด ๆ จากทั้งโลกหรือจากยานแม่ MBR Explorer หลังจากที่ปล่อยตัวแล้ว ซอฟต์แวร์บนตัวยานจะทำหน้าที่ตัดสินใจเองว่าควรบันทึกภาพเมื่อใด ควรบันทึกภาพเป็นจำนวนเท่าใด และภาพใดที่มีคุณค่าเพียงพอที่จะจัดเก็บไว้ ซึ่งขีดความสามารถนี้ขึ้นอยู่กับหน่วยประมวลผลดิจิทัลที่ออกแบบและพัฒนาขึ้นโดย TII อันเป็นแผงวงจรหลักที่ทำหน้าที่ควบคุมการประมวลผล การคัดเลือกภาพ และการบริหารจัดการพลังงานของยานสำรวจ ยานลำนี้จะไม่รอจนกว่าจะเดินทางไปถึงดาวเคราะห์น้อย Justitia จึงจะเริ่มทำงาน แต่จะบันทึกภาพตลอดเส้นทางบินควบคู่ไปกับเครื่องมือวิทยาศาสตร์ชิ้นอื่น ๆ ของยานอวกาศ และจะส่งข้อมูลกลับมายังโลกเป็นช่วง ๆ ละประมาณ 6 เดือน โดยตัวยานได้รับการติดตั้งกล้องถ่ายภาพจำนวน 2 ตัว ได้แก่ กล้องมุมกว้างและกล้องมุมแคบ ซึ่งจะบันทึกข้อมูลทั้งในส่วนของภาพรวมเชิงบริบทและข้อมูลที่มีความละเอียดสูง
Dr. Anton Ivanov หัวหน้าผู้ดำเนินการวิจัยและผู้อำนวยการบริหารประจำศูนย์วิจัยระบบขับเคลื่อนและอวกาศของ TII กล่าวว่า “สิ่งที่ทำให้ยานสำรวจลำนี้มีความโดดเด่น คือระดับความสามารถในการพึ่งพาตนเองที่ได้รับการออกแบบทางวิศวกรรมให้อยู่ภายในระบบที่มีขนาดกะทัดรัดเช่นนี้ เมื่อปล่อยตัวแล้ว ยานจะต้องรับรู้ ตัดสินใจ และปฏิบัติการได้ด้วยตัวเองในพื้นที่ซึ่งอยู่ห่างไกลจากโลกเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังช่วยฝึกฝนวิศวกรชาวเอมิเรตส์ และเสริมสร้างขีดความสามารถขั้นสูงที่จำเป็นต่อการสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยีอวกาศในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล”
เมื่อเดินทางไปถึง ยานอวกาศ MBR จะใช้เวลาประมาณ 7 เดือนในการโคจรรอบดาวเคราะห์น้อย Justitia โดยจะเริ่มต้นที่ระดับความสูง 250 กิโลเมตร ก่อนจะลดระดับลงสู่ชุดวงโคจรที่ต่ำลงตามลำดับ ทั้งนี้ ยานสำรวจจะแยกตัวออกในระหว่างการบินผ่านที่ระดับความสูงซึ่งค่อนข้างต่ำช่วงต้นปี 2036 จากนั้นจะร่อนลงและเข้าสัมผัสพื้นผิว โดยจะบันทึกภาพอย่างต่อเนื่องและส่งสัญญาณกลับไปยังยานอวกาศหลักที่อยู่ด้านบน ซึ่งภาพถ่ายที่บันทึกได้ในขั้นตอนถัดจากนั้น จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษาข้อมูลของมวลสารที่อยู่ใต้ชั้นพื้นผิว ซึ่งที่ไม่สามารถระบุลักษณะได้จากวงโคจร
ภารกิจ EMA ถือเป็นภารกิจระหว่างดาวเคราะห์ครั้งที่สองของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเป็นภารกิจแรกที่องค์ประกอบส่วนยานอวกาศได้รับการวางรูปแบบ ออกแบบทางวิศวกรรม สร้าง และทดสอบภายในประเทศทั้งหมด ซึ่งภารกิจนี้เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นระดับชาติที่กว้างขึ้นต่อภาคส่วนดังกล่าว โดยในเดือนพฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา สภาอวกาศสูงสุดได้อนุมัติโครงการความร่วมมือด้านอวกาศระหว่างประเทศมูลค่า 1 พันล้านเดอร์แฮม ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงสถาบันวิจัยของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กับหน่วยงานพันธมิตรในระดับสากล การถ่ายทอดเทคโนโลยีอวกาศขั้นสูงมาสู่ท้องถิ่น และการพัฒนาบุคลากรชาวเอมิเรตส์ เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ด้านอวกาศแห่งชาติปี 2031
ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.tii.ae
ที่มา: AETOSWire
เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย
สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20261006586478/en
Contacts
Thushara Mohanan, thushara.mohanan@tii.ae
ที่มา: Technology Innovation Institute

